วันอังคารที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2566

มงคล ที่ 16 ประพฤติธรรม

            มงคล ที่ ๑๖  ประพฤติธรรม

                  ไม้จันทร์แม้แห้ง  ยังไม่สิ้นกลิ่นหอม
                                    อ้อยแม้ถูกหีบ  ยังไม่สิ้นรสหวาน
                                    เกลือแม้ถูกสะตุ  ยังไม่สิ้นรสเค็ม
                            บัณฑิตแม้ตกทุกข์  ยังไม่เลิกประพฤติธรรม

                                **************************

การประพฤติธรรม คือ อะไร ?

            การประพฤติธรรม คือการประพฤติตนให้อยู่ในกรอบของความถูกต้องและความดี ทั้งปรับปรุงพฤติกรรมของตนให้ดีสมกับที่เกิดเป็นคนและให้มีความเที่ยงธรรม ไม่ลำเอียง

 ดังนั้น ก่อนทำงานเพื่อส่วนรวมจึงต้องประพฤติธรรม เพื่อเป็นการปรับปรุงตนให้พร้อมที่จะอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างผาสุก ไม่นำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองและผู้อื่น ซึ่งได้แก่การประพฤติปฏิบัติตน ๒ ลักษณะควบคู่กันไป ได้แก่

            ๑. ประพฤติเป็นธรรม

            ๒. ประพฤติตามธรรม

            ประพฤติเป็นธรรม  คือมีความเที่ยงธรรม เป็นความถูกต้องและเป็นความดี

ความเป็นธรรม คือการกระทำที่ชอบด้วยเหตุผล เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกหนทุกแห่ง มีบางคนเข้าใจว่า ความเป็นธรรมก็คือความยุติธรรมเป็นเรื่องมาจากผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เป็นผู้ให้ ตนเป็นผู้รับ ความเข้าใจเช่นนี้ผิด อันที่จริงความเป็นธรรมเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนจะต้องให้แก่กัน

เราจึงต้องฝึกตนเองให้เป็นคนที่ปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างชอบด้วยเหตุผล มีความเป็นธรรมไม่ลำเอียงเพราะอคติ ๔ ประการ  ดังต่อไปนี้

            ๑.ไม่ลำเอียงเพราะรัก เช่น ถึงจะรักนาย ก มากเพียงใดก็ตาม แต่ถ้า ไม่มีผลงานดีเด่นก็ต้องยกย่องคนอื่นที่มีความสามารถดีกว่าขึ้นมา ไม่เห็นแก่หน้า ข้อนี้รวมถึงการไม่เป็นคนโลภ ไม่รักทรัพย์สมบัติมากจนยอมเสียความเป็นธรรม

            ๒.ไม่ลำเอียงเพราะชัง  คือถึงจะเกลียดหรือไม่ชอบใครเป็นเรื่อง     ส่วนตัว ก็ไม่นำมาปนกับงานซึ่งเป็นเรื่องส่วนรวม หากเขาทำความดีก็ต้องปูนบำเหน็จรางวัลให้เช่นเดียวกับคนอื่น ไม่เลือกที่รักมักที่ชัง

            ๓.ไม่ลำเอียงเพราะหลง คือเป็นคนมีปัญญา หูตากว้างไกล รู้เท่าทันคน ไม่โง่  ใครๆ ไม่สามารถหลอกลวงได้  ไม่เป็นผู้ใหญ่ชนิดลงโทษผู้น้อยโดยที่ไม่ได้ไต่สวนความผิดให้ชัดเจนก่อน  เป็นต้น

            ๔.ไม่ลำเอียงเพราะกลัวภัย คือมีใจอาจหาญไม่หวั่นไหว ไม่เกรงต่ออิทธิพลมืดใดๆ ถึงจะถูกขู่ทำร้ายก็ไม่ยอมเสียความเป็นธรรม เพราะมีความรักธรรมยิ่งกว่าชีวิต

            คุณสมบัติทั้ง ๔ ประการนี้  คนทุกคนจำเป็นต้องมี  มิฉะนั้นโลกนี้ก็จะวุ่นวาย  โดยเฉพาะผู้นำทุกท่านจะต้องปลูกฝังคุณสมบัติดังกล่าวนี้ ให้เกิดขึ้นในใจตนอย่างเต็มเปี่ยม เพื่อไม่ให้เป็นที่ติฉันได้ในภายหลัง

    ประพฤติตามธรรม คือการประพฤติปฏิบัติตนตามธรรมะที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอน ฝึกฝนอบรมตนเองให้คุณธรรมในตัวสูงขึ้นประณีต    ขึ้นตามลำดับ ได้แก่ การปฏิบัติตามหลักกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ดังนี้

            ๑. เว้นจากการฆ่าสัตว์ คือไม่ฆ่าสัตว์ นับตั้งแต่ฆ่าคนทั่วไป ฆ่าสัตว์ ที่มีคุณ และฆ่าสัตว์อื่นๆ

            เจตนารมณ์ของกุศลกรรมบถข้อนี้  ต้องการให้ทุกคนรู้จักแก้ปัญหาโดยสันติวิธี 

            ๒. เว้นจากการลักทรัพย์ คือไม่แสวงหาทรัพย์มาโดยทางทุจริต เช่น

                ลัก            =ขโมยเอาลับหลัง

                ฉก            =ชิงเอาซึ่งหน้า

                กรรโชก    =ขู่เอา

                ปล้น        =รวมหัวกันแย่งเอา

                ตู่            =เถียงเอา

                ฉ้อ            =โกงเอา

                หลอก        =ทำให้เขาหลงเชื่อแล้วให้ทรัพย์

                ลวง            =เบี่ยงบ่ายลวงเขา

                ปลอม        =ทำของที่ไม่จริง

                ตระบัด        = ปฏิเสธ

                เบียดบัง      ซุกซ่อนเอาบางส่วน

                สับเปลี่ยน    =แอบเปลี่ยนของ

                ลักลอบ        =แอบนำเข้าหรือออก

                ยักยอก     =เบียดบังเอาของในหน้าที่ตน

            เจตนารมณ์ของกุศลกรรมบถข้อนี้ ต้องการให้ทุกคนทำมาหาเลี้ยงชีพโดยสุจริต  ซึ่งจะทำให้ใช้ทรัพย์ได้เต็มอิ่มไม่ต้องหวาดระแวงว่าจะมีใครมาทวงคืน

            ๓.เว้นจากการประพฤติผิดในกาม คือไม่กระทำผิดในทางเพศ ไม่ ลุอำนาจแก่ความกำหนัด เช่น การเป็นชู้กับสามีภรรยาคนอื่น การข่มขืน การฉุดคร่าอนาจาร

            เจตนารมณ์ของกุศลกรรมบถข้อนี้ ต้องการให้ทุกคนมีจิตใจสูง เคารพในสิทธิของเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน  เป็นการรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคม

            ๔.เว้นจากการพูดเท็จ คือต้องไม่เจตนาพูดให้ผู้ฟังเข้าใจผิดไปจากความเป็นจริง  ซึ่งรวมถึงการทำเท็จให้คนอื่นหลงเชื่อรวม ๗ วิธีด้วยกัน คือ

            พูดปด                      = โกหกซึ่งๆ หน้า

            ทนสาบาน                = อ้างสิ่งต่างๆ ทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อ

            ทำเล่ห์กระเท่ห์         = ทำกลอุบายหรือเงือนงำอันอาจทำในคนอื่นหลงเข้าใจผิด

            มารยา                     =  เช่น เจ็บน้อยทำเป็นเจ็บมาก

            ทำเลศ                      = ทำทีให้ผู้อื่นตีความคลาดเคลื่อนเอาเอง

            เสริมความ                = เรื่องนิดเดียวทำให้เห็นเป็นเรื่องใหญ่

            อำความ                    = เรื่องใหญ่ปิดบังไว้ให้เป็นเรื่องเล็กน้อย

            การเว้นจากพูดเท็จต่างๆ เหล่านี้ หมายถึง

            -           ไม่ยอมพูดคำเท็จเพราะเหตุแห่งตน กลัวภัยจะมาถึงตนจึงโกหก

            -           ไม่ยอมพูดคำเท็จเพราะเหตุแห่งคนอื่น รักเขาอยากให้เขาได้ ประโยชน์จึงโกหก หรือเพราะเกลียดเขา อยากให้เขาเสียประโยชน์จึงโกหก

            -           ไม่ยอมพูดเท็จเพราะเห็นแก่อามิสสินบน เช่น อยากได้ทรัพย์สิน เงินทองสิ่งของ จึงโกหก

            เจตนารมณ์ของกุศลกรรมบถข้อนี้ ต้องการให้ทุกคนมีความสัตย์จริงกล้าเผชิญหน้ากับความจริงเยี่ยงสุภาพชน ไม่หนีปัญหา หรือหาประโยชน์ใส่ตัวด้วยการพูดเท็จ

            ๕.        เว้นจากการพูดส่อเสียด คือไม่เก็บความข้างนี้ไปบอกข้างโน้น เก็บความข้างโน้นมาบอกข้างนี้ ด้วยเจตนาจะยุแหย่ให้เขาแตกกัน ควรกล่าวแต่ถ้อยคำที่ทำให้เกิดความสมัครสมานสามัคคี

            เจตนารมณ์ของกุศลกรรมบถข้อนี้ ต้องการไม่ให้คนเราหาความชอบด้วยการประจบสอพลอ ไม่เป็นบ่างช่างยุ ต้องการให้หมู่คณะสงบสุขสามัคคี

            ๖.        เว้นจากการพูดคำหยาบ คือไม่พูดคำซึ่งทำให้คนฟังเกิดความ    ระคายใจ ครูดหู และส่อว่าผู้พูดเองเป็นคนมีสกุลต่ำ ได้แก่

            คำด่า              =           พูดเผ็ดร้อน แทงหัวใจ พูดกดให้ต่ำ

            คำประชด        =          พูดกระแทกแดกดัน

            คำกระทบ        =          พูดเปรียบเปรยให้เจ็บใจเมื่อได้คิด

            คำแดกดัน       =          พูดกระแทกกระทั้น

            คำสบถ            =          พูดแช่งชักหักกระดูก

            คำหยาบโลน   =          พูดคำที่สังคมรังเกียจ

            คำอาฆาต        =          พูดให้หวาดกลัวว่าจะถูกทำร้าย

            เจตนารมณ์ของกุศลกรรมบถข้อนี้ ต้องการให้ทุกคนเป็นสุภาพชน รู้จักสำรวมวาจาของตน  ไม่ก่อความระคายใจแก่ผู้อื่นด้วยคำพูด

            ๗.        เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ  คือไม่พูดเหลวไหล  ไม่พูดพล่อยๆ สักแต่ ว่ามีปากอยากพูดก็พูดไปหาสาระมิได้ แต่พูดถ้อยคำที่มีสาระ มีหลักฐาน มีที่อ้างอิง ถูกกาลเวลา มีประโยชน์

            เจตนารมณ์ของกุศลกรรมบถข้อนี้ ต้องการให้ทุกคนมีความรับผิดชอบต่อถ้อยคำของตน

            ๘.        ไม่โลภอยากได้ของเขา คือไม่เพ่งเล็งที่จะเอาทรัพย์ของคนอื่นในทางทุจริต

            เจตนารมณ์ของกุศลกรรมบถข้อนี้ ต้องการให้คนเราเคารพในสิทธิข้าวของของผู้อื่น มีจิตใจสงบไม่ฟุ้งซ่านไหวกระเพื่อมไปเพราะความอยากได้ทรัพย์ของผู้อื่น ทำให้มีใจผ่องแผ้ว มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ พร้อมที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม

            ๙.        ไม่พยาบาทปองร้ายเขา คือไม่ผูกใจเจ็บ ไม่คิดอาฆาตล้างแค้น ไม่จองเวร  มีใจเบิกบาน  แจ่มใสไม่ขุ่นมัว  ไม่เกลือกกลั้วด้วยโทสะจริต

            เจตนารมณ์ของกุศลกรรมบถข้อนี้ ต้องการให้คนเรารู้จักให้อภัยทาน ไม่คิดทำลาย  ทำให้จิตใจสงบผ่องแผ้วเกิดความคิดสร้างสรรค์

            ๑๐. ไม่เห็นผิดจากคลองธรรม  คือไม่คิดแย้งกับหลักธรรม  เช่น มีความเห็นที่เป็น สัมมาทิฏฐิ ๑๐ ประการ คือ

            ๑.        เห็นว่าการให้ทานดีจริง ควรทำ

            ๒.        เห็นว่ายัญที่บูชาแล้วมีผล คือ เห็นว่าการสงเคราะห์ช่วยเหลือบุคคลอื่นเป็นสิ่งดี ควรทำ

            ๓.        เห็นว่าการบูชาบุคคลที่ควรบูชาดีจริง ควรทำ

            ๔.        เห็นว่าผลแห่งกรรมดีกรรมชั่วดีจริง

            ๕.        เห็นว่าโลกนี้มีจริง

            ๖.        เห็นว่าโลกหน้ามีจริง

            ๗.        เห็นว่ามารดามีพระคุณต่อเราจริง

            ๘.        เห็นว่าบิดามีพระคุณต่อเราจริง

            ๙.        เห็นว่าสัตว์ที่เป็นโอปปาติกะมีจริง (นรกสวรรค์มีจริง)

            ๑๐       เห็นว่าสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติดีปฎิบัติชอบหมดกิเลสแล้วสอนผู้อื่น ให้รู้แจ้งตามมีจริง

            เจตนารมณ์ของกุศลกรรมบถข้อนี้ ต้องการให้คนเรามีพื้นใจดี มีมาตรฐานความคิดที่ถูกต้อง ยึดถือค่านิยมที่ถูกต้อง มีวินิจฉัยถูก มีหลักการ   มีแนวความคิดที่ถูกต้อง  ส่งผลให้ความคิดในเรื่องอื่นถูกต้องตามไปด้วย

 “เราไม่เห็นธรรมอื่นแม้สักอย่าง

ซึ่งจะเป็นเหตุให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดได้เกิดขึ้น

หรือกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว

เพิ่มพูนไพบูลย์ยิ่งขึ้นเหมือนอย่างสัมมาทิฏฐินี้เลย”

            คุณธรรมทั้ง ๑๐ ประการนี้  คนทุกคนจำเป็นต้องฝึกให้มีในตน  โดยเฉพาะผู้นำ ผู้ที่จะบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม จะต้องฝึกให้มีในตนอย่างเต็มที่ จึงจะทำงานได้ผลดี

            “ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม บุคคลใด หวังความสุข หวังความเป็นใหญ่  หวังความก้าวหน้า  ต้องประพฤติธรรม”

 อานิสงส์การประพฤติธรรม

            ๑.        เป็นมหากุศล

            ๒.        เป็นผู้ไม่ประมาท

            ๓.        เป็นผู้รักษาสัทธรรม

            ๔.        เป็นผู้นำพระพุทธศาสนาให้เจริญ

            ๕.        เป็นสุขในโลกนี้และโลกหน้า

            ๖.        ไม่ก่อเวรก่อภัยกับใครๆ

            ๗.        เป็นผู้ให้อภัยแก่สรรพสัตว์

            ๘.        เป็นผู้ดำเนินตามปฏิปทาของนักปราชญ์

            ๙.        สร้างความเจริญความสงบสุขแก่ตนเองและส่วนรวม

            ๑๐. เป็นผู้สร้างทางมนุษย์ สวรรค์ พรหม นิพพาน

ฯลฯ

 

“ธมฺมจารี สุขํ เสติ

การประพฤติธรรม นำสุขมาให้”

 

หนังสือมงคลชีวิต 38 ประการ ฉบับทางก้าวหน้า

 โดย พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย 

มงคลที่ 15 บำเพ็ญทาน

                             มงคลที่ ๑๕  บำเพ็ญทาน

ต้นไม้ที่ให้ผลและร่มเงา 

นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นไม้มีประโยชน์แล้ว 

ย่อมได้รับการดูแลใส่ปุ๋ยพรวนดินยิ่งๆ ขึ้นไปอีกฉันใด

ผู้ที่รู้จักให้ทาน นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นคนมีประโยชน์แล้ว ย่อมได้รับการยกย่องสรรเสริญ

ช่วยเหลือสนับสนุน จากคนทั้งหลายอีกฉันนั้น

********************

ทาน คือ อะไร ?

            ทาน แปลว่า การให้  หมายถึง การสละสิ่งของของตน เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นด้วยความเต็มใจ

            การให้ทาน เป็นพื้นฐานความดีของมนุษยชาติ และเป็นสิ่งที่ขาดเสียมิได้ในการจรรโลงสันติสุข

            พ่อแม่  ถ้าไม่ให้ทาน คือไม่เลี้ยงเรามา เราเองก็ตายเสียตั้งแต่เกิดแล้ว

            สามีภรรยา  หาทรัพย์มาได้ไม่ปันกันใช้ ก็บ้านแตก

            ครูอาจารย์ ถ้าไม่ให้ทาน คือไม่ถ่ายทอดวิชาความรู้แก่เรา  เราก็โง่ดักดาน

            คนเรา  ถ้าโกรธแล้วไม่ให้อภัยทานกัน โลกนี้ก็เป็นกลียุค

            ชีวิตของคนเราจึงดำรงอยู่ได้ด้วยทาน  เราโตมาได้ก็เพราะทาน  เรามีความรู้ในด้านต่างๆ ก็เพราะทาน  โลกนี้จะมีสันติสุขได้ก็เพราะทาน  การให้ทานจึงเป็นสิ่งจำเป็น และมีคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อมนุษยชาติ

                                ********************

ประเภทของทาน

            ๑. อามิสทาน คือการให้วัตถุสิ่งของเป็นทาน

            ๒. ธรรมทานหรือวิทยาทาน คือการให้ความรู้เป็นทาน ถ้าเป็นความรู้ทางโลก เช่น ให้ศิลปวิทยาการต่างๆ เรียกว่า วิทยาทาน หากเป็นความรู้ทางธรรม เช่น สอนให้ละชั่ว ประพฤติดี ทำใจให้ผ่องใส เรียกว่า ธรรมทาน

            ๓. อภัยทาน คือการสละอารมณ์โกรธเป็นทาน ให้อภัย ไม่จองเวร สละอารมณ์โกรธพยาบาทให้ขาดออกจากใจ

            การให้ธรรมะเป็นทาน ถือว่าเป็นการให้ทานที่ได้บุญสูงสุด มีคุณค่า กว่าการให้ทานทั้งปวง เพราะทำให้ผู้รับมีปัญญารู้เท่าทันโลก เท่าทันกิเลส สามารถนำไปใช้ได้ไม่รู้จักจบสิ้น  ทั้งชาตินี้และชาติต่อๆ ไป  ส่วนทานชนิดอื่นๆ ผู้รับได้รับแล้วไม่ช้าก็หมดสิ้นไป

 

“สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ

การให้ธรรมทาน ชนะการให้ทั้งปวง”


 ********************

จุดมุ่งหมายของการให้ทาน

            ๑.ให้เพื่อทำคุณ เป็นการให้เพื่อยึดเหนี่ยวน้ำใจกัน ให้เพื่อให้ผู้รับนิยมชมชอบในตัวผู้ให้ ไม่ได้มุ่งเพื่อเป็นบุญ เช่น คนที่สมัครผู้แทนฯ ถึงเวลา หาเสียงทีก็เอากฐิน ผ้าป่า ไปทอด  ไปสร้างสะพาน  สร้างถนน เพื่อให้ชาวบ้านเห็นว่าตนเป็นคนใจบุญ จะได้ลงคะแนนเสียงให้ตน หรือบางคนรักพี่สาวเขา ก็เลยเอาขนมไปฝากน้องชาย การให้อย่างนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อผลประโยชน์  เพื่อให้ผู้รับรักตัวผู้ให้  การทำเช่นนี้ถ้าถามว่าได้บุญไหม  ก็เห็นจะต้องตอบว่า  ได้เหมือนกันแต่น้อยเหลือเกิน  ได้ไม่เต็มที่  การให้ที่จะได้บุญมากนั้น ต้องให้เพื่ออนุเคราะห์  และสูงขึ้นไปอีกคือให้เพื่อบูชาคุณ

            ๒.ให้เพื่ออนุเคราะห์ เป็นการอุดหนุนเอื้อเฟื้อกัน ให้ด้วยความเมตตากรุณา เช่น พ่อแม่ให้อาหารแก่ลูก ครูอาจารย์ให้ความรู้แก่ศิษย์ ผู้มีทรัพย์บริจาคทรัพย์เพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่ยากจน เป็นต้น

            ๓.ให้เพื่อบูชาคุณ เมื่อมีผู้ปรารถนาดีต่อเรา เมตตากรุณา ช่วยเหลือ อุปการะเรา เช่น พ่อแม่ ครูอาจารย์ เราก็แสดงความเคารพนบนอบท่านด้วย  กาย วาจา ใจ  บูชาคุณท่านด้วยทรัพย์สินตามกำลัง ยามท่านเจ็บป่วยก็ช่วย พยาบาลรักษา ไม่ละทิ้งท่านทั้งในยามสุขและยามทุกข์ นอกจากนี้บุคคลที่ควรบูชาคุณ คือพระภิกษุสามเณรผู้ทรงคุณธรรม เป็นผู้ชี้ทางสันติสุขแก่โลก ให้รู้จักบาปบุญคุณโทษ เป็นธุระคอยสั่งสอนอบรมแนะนำประชาชนให้พ้นทุกข์ เราก็บูชาท่านด้วยปัจจัยสี่ เพื่อให้ท่านมีกำลังบำเพ็ญสมณธรรมและบำเพ็ญประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ตามสมณวิสัยได้เต็มที่

                                        ********************

ทานที่ให้แล้วไม่ได้บุญ

            ๑.ให้สุรายาเสพย์ติด  เช่น บุหรี่ เหล้า ฝิ่น กัญชา ยาบ้า ฯลฯ

            ๒.ให้อาวุธ  เช่น เขากำลังทะเลาะกัน ยื่นปืน ยื่นมีดให้

            ๓.ให้มหรสพ  เช่น พาไปดูหนังดูละคร ฟังดนตรี เพราะทำให้กามกำเริบ

            ๔.ให้สัตว์เพศตรงข้าม  เช่น หาสุนัขตัวเมียไปให้ตัวผู้  หาสาวๆ ไป ให้เจ้านาย ฯลฯ

            ๕.ให้ภาพลามก  รวมถึงหนังสือลามกและสิ่งยั่วยุกามารมณ์ทั้งหลาย

 

วิธีทำทานให้ได้บุญมาก

            การทำทานให้ได้บุญมาก ต้องพร้อมด้วยองค์ ๓ คือ

            ๑.วัตถุบริสุทธิ์ ของที่จะให้ทานต้องเป็นของที่ตนได้มาโดยสุจริตชอบธรรม  ไม่ได้คดโกงหรือเบียดเบียนใครมา

            ให้ทานด้วยน้ำพริกผักต้มที่ได้มาโดยบริสุทธิ์ ได้กุศลมากกว่าให้อาหารโต๊ะจีนราคาตั้งพันด้วยเงินทองที่ได้มาโดยไม่บริสุทธิ์

            ๒.เจตนาบริสุทธิ์ คือมีเจตนาเพื่อกำจัดความตระหนี่ของตน ทำเพื่อเอาบุญ ไม่ใช่เอาหน้าเอาชื่อเสียง ไม่ใช่เอาความเด่นความดังความรัก จะต้องมีเจตนาบริสุทธิ์ทั้ง ๓ ขณะ คือ

            - ก่อนให้ก็มีใจเลื่อมใสศรัทธาเป็นทุนเดิม  เต็มใจที่จะทำบุญนั้น

            - ขณะให้ก็ตั้งใจให้  ให้ด้วยใจเบิกบาน

            - หลังจากให้ก็มีใจแช่มชื่น  ไม่นึกเสียดายสิ่งที่ให้ไปแล้ว

            ๓.บุคคลบริสุทธิ์ คือเลือกให้แก่ผู้รับที่เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ มีความสงบเรียบร้อย ตั้งใจประพฤติธรรม โดยทั่วไปแล้วพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนว่า พระสงฆ์เป็นเนื้อนาบุญของโลก แต่ถึงกระนั้นก็ทรงสอนให้เลือก ถ้าจะนิมนต์พระภิกษุเฉพาะเจาะจง ก็ให้นิมนต์พระที่เคร่งครัดในสิกขาวินัยน่าเลื่อมใส ถ้าจะนิมนต์พระไม่เฉพาะเจาะจง ให้สมภารจัดให้ ก็ให้เลือกนิมนต์จากหมู่สงฆ์ที่ประพฤติสิกขาวินัยเคร่งครัด สำหรับผู้ให้ทานคือตัวเราเอง ก็ต้องมีศีลบริสุทธิ์  จึงจะได้บุญมาก จะเห็นว่าทุกครั้งที่เราจะถวายสังฆทาน พระท่านจะให้ศีลก่อน เพื่อว่าอย่างน้อยที่สุดในขณะนั้นเรายังมีศีล ๕ ครบ  จะได้เกิดบุญกุศลเต็มที่

ผลของทาน

            การให้ทานเป็นเรื่องของความชุ่มเย็น ผู้ที่ให้ทานอยู่เสมอย่อมมีใจผ่องใสเยือกเย็น หมู่ชนที่นิยมการให้ทานย่อมไม่มีความเดือดร้อนใจ เนื่องจากต่างคนต่างมีอัธยาศัยไมตรีถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน อนึ่ง  ผลบุญจากการให้ทานจะสะสมอยู่ในใจของเรา ทำให้มีอำนาจมีพลังสามารถดึงดูดทรัพย์ได้ ถ้าใครสั่งสมการให้และการเสียสละมามากจะมีพลังดูดทรัพย์มาก ถ้าใครมีใจตระหนี่มีความโลภมาก จะมีพลังดูดทรัพย์น้อย โบราณท่านจึงกล่าวไว้ว่าคนทำทานมามากจะทำให้รวย แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ยังทรงยกย่องทานไว้หลายลักษณะ ดังนี้

คนควรให้ในสิ่งที่ควรให้

การเลือกให้ทานพระสุคตสรรเสริญ

คนพาลเท่านั้นที่ไม่สรรเสริญการให้ทาน

เมื่อมีจิตเลื่อมใสแล้วทักษิณาทานหาชื่อว่าเป็นของน้อยไม่

บุญของผู้ให้ย่อมเจริญก้าวหน้า

ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้

ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก

ผู้มีปัญญาให้ความสุขย่อมได้รับความสุข


                                     ********************

ผู้ให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง

ผู้ให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ

ผู้ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ความสุข

ผู้ให้ประทีปโคมไฟชื่อว่าให้จักษุ

ผู้ให้ที่พักอาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง

ผู้ให้ธรรมทานชื่อว่าให้อมฤตธรรม

********************

ผู้ให้ของที่พอใจ  ย่อมได้ของที่พอใจ

ผู้ให้ของที่เลิศ  ย่อมได้ของที่เลิศ

ผู้ให้ของที่ดี  ย่อมได้ของที่ดี

ผู้ให้ของที่ประเสริฐ  ย่อมเข้าถึงฐานะอันประเสริฐ

นระใดให้ของที่เลิศ  ให้ของที่ดี  และให้ของที่ประเสริฐ

นระนั้นจะเกิด ณ ที่ใดๆ ย่อมมีอายุยืน มียศ ณ ที่นั้นๆ

********************

อานิสงส์การบำเพ็ญทาน

            ๑. เป็นที่มาของสมบัติทั้งหลาย

            ๒. เป็นที่ตั้งแห่งโภคทรัพย์ทั้งปวง

            ๓. ผู้ให้ย่อมได้รับความสุข

            ๔. ผู้ให้ย่อมเป็นที่รักของคนหมู่มาก

            ๕. ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้

            ๖. ทำให้เป็นผู้มีเสน่ห์

            ๗. ทำให้เป็นที่น่าคบหาของคนดี

            ๘. ทำให้เข้าสังคมได้คล่องแคล่ว

            ๙. ทำให้แกล้วกล้าอาจหาญในทุกชุมชน

            ๑๐. ทำให้มีชื่อเสียงเกียรติคุณดี

            ๑๑. แม้ตายแล้วก็ไปเกิดในสวรรค์ ฯลฯ


หนังสือมงคลชีวิต 38 ประการ ฉบับทางก้าวหน้า

 โดย พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย


วันพุธที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2566

มงคล ที่ 14 ทำงานไม่คั่งค้าง

 มงคล ที่ ๑๔  ทำงานไม่คั่งค้าง

ดินที่พอกหางหมู มีแต่จะเพิ่มมากขึ้นๆ

และถ่วงหมูให้กินอยู่หลับนอนไม่เป็นสุขยิ่งๆ ขึ้นไปฉันใด

การงานที่ปล่อยทิ้งไว้คั่งค้าง ก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มมากขึ้น

และถ่วงความเจริญก้าวหน้าทั้งแก่ตนเอง และหมู่คณะฉันนั้น

“ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน

หากปล่อยการงานให้คั่งค้าง

ก็เท่ากับกำลังทำลายค่าของตนเอง”

****************

เหตุที่ทำให้งานคั่งค้าง

            ๑.        ทำงานไม่ถูกกาล ยังไม่ถึงเวลาทำก็ใจร้อนด่วนไปทำ แต่พอถึงเวลาควรทำกลับไม่ทำ เช่น ตอนแดดออกมัวไปถูบ้าน พอฝนตกกลับไปซักเสื้อผ้าตากเท่าไหร่ก็ไม่แห้ง หรือตอนเด็กไม่ยอมเรียนหนังสือ เที่ยวสำมะเลเทเมา พอแก่เฒ่าจะมาเรียนก็เรียนไม่ไหวแล้ว

            ๒.        ทำงานไม่ถูกวิธี ทำผิดขั้นตอน ผิดลำดับ เช่น จะทำความสะอาดบ้าน  ก็ไปกวาดพื้นก่อนแล้วกวาดเพดานทีหลัง  ฝุ่นผงต่างๆ ก็ตกลงมาต้อง กวาดพื้นใหม่อีก เป็นต้น

            ๓.        ไม่ยอมทำงาน  ชอบผัดวันประกันพรุ่ง  หรือหาเหตุต่างๆ นานามาอ้าง เช่น รอฤกษ์รอยาม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าเราจะทำความดีเมื่อไร ฤกษ์ก็ดีเมื่อนั้น ไม่ต้องรอ ทำไปได้เลย ประโยชน์ย่อมเป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง

 “ประโยชน์ย่อมล่วงเลยคนโง่ ผู้มัวรอฤกษ์ยามอยู่

ประโยชน์เป็นฤกษ์ของประโยชน์เอง ดวงดาวจักทำอะไรได้”

***************************

วิธีทำงานให้เสร็จ

            วิธีทำงานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้คือ อิทธิบาท ๔ ได้แก่

            ๑.        ฉันทะ  คือ ความรักงาน หรือ ความเต็มใจ

            ๒.        วิริยะ    คือ ความพากเพียร หรือ ความแข็งใจทำ

            ๓.        จิตตะ   คือ ความเอาใจใส่  หรือ ความตั้งใจทำ

            ๔.        วิมังสา คือ การพินิจพิเคราะห์ หรือ ความเข้าใจทำ

         ฉันทะ คือความรักงาน จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อเราเล็งเห็นผลของงานว่า ถ้าทำงานนี้แล้วจะได้อะไร เช่น เรียนหนังสือแล้วจะได้วิชาความรู้ไปประกอบอาชีพเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราก็จะเกิดความเต็มใจทำ

          วิริยะ  คือความพากเพียร  ความไม่ท้อถอย  เป็นคุณธรรมทางใจ เรียกความรู้สึกนี้ว่า ความกล้า  อยากจะรู้ว่ากล้าอย่างไร  ต้องดูทางตรงข้าม เสียก่อน คือทางความเกียจคร้าน คนเกียจคร้านทุกคนและทุกครั้ง คือคนขลาด คนกลัว กลัวหนาว กลัวร้อน กลัวแดด กลัวฝน จะทำงานแต่ละครั้งเป็นต้องอ้างว่าหนาวจะตาย ร้อนจะตาย หิวจะตาย อิ่มจะตาย เหนื่อยจะตาย ง่วงจะตาย  คนเกียจคร้านทุกคนตายวันละไม่รู้กี่ร้อยครั้ง

 “ฐานะ ๕ อย่างคือ ความชอบนอน ความชอบคุย ความไม่หมั่น ความเกียจคร้าน และความโกธรง่าย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทางแห่งความเสื่อม เพราะคนถึงพร้อมด้วยฐานะ ๕ อย่างนั้น เป็นคฤหัสถ์ก็ไม่ถึงความเจริญของคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิตก็ไม่ถึงความเจิญของบรรพชิตย่อมเสียหายถ่ายเดียว ย่อมเสื่อมถ่ายเดียวแน่แท้”

        จิตตะ คือความเอาใจใส่ หรือ ความตั้งใจทำ คนมีจิตตะเป็นคนไม่ปล่อยปละละเลยกับงานของตน  คอยตรวจตรางานอยู่เสมอ

                “ควรตรวจตรางานของตัวเอง ทั้งที่ทำแล้วและยังไม่ได้ทำ”

         วิมังสา คือความเข้าใจทำ สุดยอดของวิธีทำงานให้สำเร็จอยู่ในอิทธิบาทข้อสุดท้ายนี้  วิมังสา แปลว่า การพินิจพิเคราะห์ หมายความว่า ทำงานด้วยปัญญา      ด้วยสมองคิด ไม่ใช่สักแต่ว่าทำ คนเราแม้จะรักงานแค่ไหน บากบั่นปานใด หรือเอาใจจดจ่ออยู่ตลอดเวลา แต่ถ้าขาดการใช้ปัญญาพิจารณางานด้วยแล้ว ผลที่สุดงานก็คั่งค้างจนได้ เพราะแม้ว่าขั้นตอนการทำงานจะสำเร็จไปแล้วแต่ผลงานก็ไม่เรียบร้อย  ต้องทำกันใหม่ร่ำไป

คนที่ทำงานด้วยปัญญานั้นจะต้อง

            -  ทำให้ถูกกาล ไม่ทำก่อนหรือหลังเวลาอันควร

            -   ทำให้ถูกลักษณะของงาน

            สรุปวิธีการทำงานให้สำเร็จนั้น  มีลักษณะล้วนขึ้นอยู่กับใจทั้งสิ้น คือเต็มใจทำ แข็งใจทำ ตั้งใจทำ และเข้าใจทำ  วิธีการฝึกฝนใจที่ดีที่สุด  ก็คือ การให้ทาน การรักษาศีล และการทำสมาธิเพื่อให้ใจผ่องใส ทำให้เกิด ปัญญาพิจารณาเห็นผลของงานได้ รู้และเข้าใจวิธีการทำงาน มีกำลังใจ และมีใจจดจ่ออยู่กับงาน ไม่วอกแวก

******************************

อุปสรรคในการทำงานให้เสร็จ

            อุปสรรคใหญ่ในการทำงานให้เสร็จก็คือ อบายมุข ๖ ได้แก่

            ๑. ดื่มน้ำเมา

            ๒. เที่ยวกลางคืน

            ๓. ดูการละเล่นเป็นนิจ

            ๔. เล่นการพนัน

            ๕. คบคนชั่วเป็นมิตร

            ๖. เกียจคร้านในการทำงาน

            อบาย แปลว่า ความเสื่อม ความฉิบหาย  มุข แปลว่า ปาก, หน้า

            อบายมุข จึงแปลว่า ปากทางแห่งความเสื่อม เนื่องจากมันเป็น ปากทาง  ส่วนตัวความเสื่อมจริงๆ นั้นอยู่ ปลายทาง เมื่อมองเพียงผิวเผิน เราจึงมักยังมองไม่เห็นความเสื่อม  แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและท่านผู้รู้ทั้งหลายมองเห็น

******************************

            คุณสมบัติของนายจ้างที่ดี

            ๑.        จัดงานให้ลูกจ้างทำตามความเหมาะสม

            ๒.        ให้ค่าจ้างรางวัลสมควรแก่งานและความสามารถ

            ๓.        ให้สวัสดิการที่ดี

            ๔.        มีอะไรได้พิเศษมา ก็แบ่งปันให้

            ๕.        ให้มีวันหยุดพักผ่อนตามสมควร

            คุณสมบัติของลูกจ้างที่ดี

            ๑.        เริ่มทำงานก่อน

            ๒.        เลิกงานทีหลัง

            ๓.        เอาแต่ของที่นายให้

            ๔.        ทำงานให้ดียิ่งขึ้น

            ๕.        นำความดีของนายไปสรรเสริญ

 

อานิสงส์การทำงานไม่คั่งค้าง

            ๑.        ทำให้ฐานะของตน ครอบครัว ประเทศชาติดีขึ้น

            ๒.        ทำให้ได้รับความสุข

            ๓.        ทำให้พึ่งตัวเองได้

            ๔.        ทำให้เป็นที่พึ่งของคนทั้งหลายได้

            ๕.        ทำให้สามารถสร้างบุญกุศลอื่นๆ ได้ง่าย

            ๖.        ทำให้เป็นผู้ไม่ประมาท

            ๗.        ทำให้ป้องกันภัยในอบายภูมิได้

            ๘.        ทำให้มีสุคติเป็นที่ไปเบื้องหน้า

            ๙.        ทำให้เป็นนิสัยติดตัวไปข้ามภพข้ามชาติ

            ๑๐.      ทำให้ได้รับการยกย่องสรรเสริญจากคนทั่วไป

 

            “บุคคลใดไม่คำนึงถึงหนาวร้อน อดทนให้เหมือนหญ้า กระทำกิจที่ควรทำด้วยเรี่ยวแรงของลูกผู้ชาย บุคคลนั้นย่อมไม่เสื่อมจากสุข”