วันเสาร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2566

มงคลที่ 20 สำรวมจากการ ดื่มน้ำเมา

           มงคล ที่ ๒๐ สำรวมจากการดื่มน้ำเมา

ไม้ขีดเพียงก้านเดียว

อาจเผาผลาญเมืองทั้งเมืองให้มอดไหม้ไปได้ฉันใด 

น้ำเมาเพียงเล็กน้อย

ก็อาจทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของเราได้ฉันนั้น

**********************

สำรวมจากการดื่มน้ำเมาหมายถึงอะไร ?

น้ำเมา  โดยทั่วไปหมายถึงเหล้า แต่ในที่นี้หมายถึง ของมึนเมาให้โทษทุกชนิด ไม่     ว่าจะเป็นน้ำหรือแห้ง รวมทั้งสิ่งเสพย์ติดทุกชนิด

ดื่ม       ในที่นี้หมายถึง การทำให้ซึมซาบเข้าไปในร่างกาย ไม่ว่าจะโดยวิธี ดื่ม ดม อัด นัตถุ์ สูบ ฉีด ก็ตาม

            สำรวม หมายถึง ระมัดระวังในนัยหนึ่ง และเว้นขาดในอีกนัยหนึ่ง


เหตุที่ใช้คำว่าสำรวม

            พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประเภทมีเหตุผล บางศาสนาเห็นโทษของเหล้า เห็นโทษของแอลกอฮอล์  แต่ในพระพุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ห้ามเหมารวมหมดอย่างนั้น เพราะทรงมองเห็นว่าเหล้าหรือสิ่งเสพย์ติดแม้จะมีโทษมหันต์ แต่ในบางกรณีก็อาจนำมาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ เช่น มอร์ฟีนใช้ฉีดระงับความเจ็บปวด หรือยาบางอย่างต้องอาศัยเหล้า สกัดเอาตัวยาออกมาเพื่อใช้รักษาโรค คือเอาเหล้าเพียงเล็กน้อยมาเป็นกระสายยา ไม่มีรส ไม่มีกลิ่นเหล้าคงอยู่ อย่างนี้ในพระพุทธศาสนาไม่ได้ห้าม  

                โดยสรุป สำรวมจากการดื่มน้ำเมาจึงหมายถึง การระมัดระวังเมื่อต้องใช้สิ่งเสพย์ติดทั้งหลายในการรักษาโรค และเว้นขาดจากการเสพสิ่งเสพย์ติดให้โทษทุกชนิดไม่ว่าโดยวิธีใดก็ตาม


โทษของการดื่มน้ำเมา

            พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรุปโทษของการดื่มสุราไว้ ๖ ประการ คือ

            ๑.ทำให้เสียทรัพย์ เพราะไหนจะต้องซื้อเหล้ามาดื่มเอง ไหนจะต้องเลี้ยงเพื่อน งานการก็ไม่ได้ทำ 

            ๒.ทำให้เกิดการทะเลาะวิวาท เพราะดื่มเหล้าแล้วขาดสติไม่สามารถ ควบคุมตนเองได้ 

            ๓.ทำให้เกิดโรคหลายอย่าง ทั้งโรคตับแข็ง โรคกระเพาะ โรคหัวใจ โรคเส้นโลหิตในสมองแตก โรคทางระบบประสาท ฯลฯ

            ๔.ทำให้เสียชื่อเสียง เพราะไปทำสิ่งที่ไม่ดีเข้า ใครรู้ว่าเป็นคนขี้เมา  ก็จะดูถูกเหยียดหยาม ไม่มีใครไว้วางใจ

            ๕.ทำให้แสดงอุจาดขาดความละอาย พอเมาแล้วอะไรที่ไม่กล้าทำ ก็ทำได้ 

            ๖.ทำให้สติปัญญาเสื่อมถอย พอเมาแล้ว จะคิดอะไรก็คิดไม่ออก อ่านหนังสือก็ไม่ถูก 

            “เหล้าจึงผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง ผลาญทรัพย์ ผลาญไมตรี ผลาญสุขภาพ  ผลาญเกียรติยศ  ผลาญศักดิ์ศรี  ผลาญสติปัญญา”

            การดื่มน้ำเมา นอกจากจะเป็นการมอมเมาตัวเองวันแล้ว ยังเป็นการบั่นทอนทุกสิ่งทุกอย่างของตนเองอีกด้วย แม้ที่สุดความสุขทางใจที่คนเมาเห็นว่าตนได้จากการเสพสิ่งเสพย์ติดนั้น  ก็เป็นความสุขจอมปลอม

โทษข้ามภพข้ามชาติของการดื่มสุรา

            เหล้าไม่ได้มีโทษเฉพาะชาตินี้เท่านั้น แต่ยังมีโทษติดตัวผู้ดื่มไปข้ามภพข้ามชาติมากมายหลายประการ ตัวอย่างเช่น

            ๑.ทำให้เกิดเป็นคนใบ้ 

            ๒.ทำให้เกิดเป็นคนบ้า 

            ๓.ทำให้เกิดเป็นคนปัญญาอ่อน 

            ๔.ทำให้เกิดเป็นสัตว์เลื้อยคลาน 

วิธีเลิกเหล้าให้ได้เด็ดขาด

            ๑.ตรองให้เห็นโทษ ว่าสุรามีโทษมหันต์

            ๒.ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะเลิกโดยเด็ดขาด ให้สัจจะกับผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ หรือกับพระภิกษุ

            ๓.สิ่งใดที่จะเป็นสื่อให้คิดถึงเหล้าขนไปทิ้งให้หมด ถือเป็นของเสนียด นำอัปมงคลมาสู่บ้าน                              

            ๔.นึกถึงศักดิ์ศรีตัวเองให้มาก  เป็นคนมีเกียรติยศ เป็นทายาทมีตระกูล นึกถึงศักดิ์ศรีตัวเองอย่างนี้แล้วจะได้เลิกเหล้าได้สำเร็จ

            ๕.เพื่อนขี้เหล้าขี้ยาทั้งหลาย พยายามหลีกเลี่ยงออกห่าง 

 

อานิสงส์การสำรวมจากการดื่มน้ำเมา

            ๑. ทำให้เป็นคนมีสติดี

            ๒. ทำให้ไม่ลุ่มหลง ไม่มัวเมา

            ๓. ทำให้ไม่เกิดการทะเลาะวิวาท

            ๔. ทำให้รู้กิจการทั้งในอดีต ปัจจุบัน อนาคตได้รวดเร็ว

            ๕. ทำให้ไม่เป็นบ้า ไม่เป็นใบ้ ไม่เป็นคนปัญญาอ่อน

            ๖. ทำให้มีแต่ความสุข มีแต่คนนับถือยำเกรง

            ๗. ทำให้มีชื่อเสียง เป็นที่รักใคร่ของคนทั่วไป

            ๘. ทำให้ไม่หลงทำร้ายผู้มีพระคุณ

            ๙. ทำให้มีหิริโอตตัปปะ

         ๑๐. ทำให้มีความเห็นถูก มีปัญญามาก

         ๑๑. ทำให้บรรลุมรรคผลนิพพานโดยง่าย

ฯลฯ

            

 

หนังสือมงคลชีวิต 38 ประการ ฉบับทางก้าวหน้า

 โดย พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย






มงคล ที่ ๑๙ งดเว้นบาป

                                     มงคล ที่ ๑๙ งดเว้นบาป

ก่อนจะแต่งตัวให้สวยงาม 

เราจำต้องอาบน้ำชำระล้างสิ่งสกปรกออกก่อนฉันใด

ก่อนจะปรับปรุงใจให้สะอาดบริสุทธิ์

มีคุณธรรมสูงขึ้น

เราก็จำต้องงดเว้นจากบาปทั้งปวงก่อนฉันนั้น

********************

บาป คือ อะไร ?

            อาการเสียของจิตแยกได้หลายอย่าง เช่น จิตเศร้าหมอง จิตเหลวไหล ใจร้าย ใจดำ ใจขุ่นมัว ฯลฯ  แล้วแต่จะบอกอาการทางไหน คำว่า เศร้าหมอง เหลวไหล ต่ำทราม ร้ายกาจ เป็นคำบอกว่าจิตเสีย  ซึ่งสิ่งที่ทำให้จิตเสียนี้ทางพระพุทธศาสนาท่านใช้คำสั้นๆ ว่า  ”บาป”  คำว่าบาปจึงหมายถึง สิ่งที่ทำให้จิตเสีย คือมีคุณภาพต่ำลงนั้นเอง ไม่ว่าจะเสียในแง่ไหนก็เรียกว่าบาปทั้งสิ้น

กำเนิดบาป

            การกำเนิดของบาป ในทัศนะของศาสนาอื่น เช่น คริสต์ อิสลาม ฮินดู ต่างกับของศาสนาพุทธอย่างมาก เช่น แนวคิดในศาสนาคริสต์ก็ดี อิสลามก็ดี สอนว่าบาปจะเกิดเมื่อผิดคำสั่งของพระผู้เป็นเจ้า 

ตามความเชื่อของเขา บาปยังมีการตกทอดไปถึงลูกหลานได้อีกด้วย 

            สำหรับพระพุทธศาสนานั้น  เนื่องจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงฝึกสมาธิมาอย่างดีเยี่ยมไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน  เป็นผลให้พระองค์ทรงเห็นและรู้จักธรรมชาติของกิเลส อันเป็นต้นเหตุแห่งบาปทั้งหลายได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง และสามารถกำจัดกิเลสเหล่านั้น ออกไปได้โดยสิ้นเชิงและเด็ดขาด พระองค์ได้ตรัสสรุปเรื่องการกำเนิดของบาปไว้อย่างชัดเจนว่า

“นตฺถิ ปาปํ อกุพฺพโต

บาปย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่ทำบาป”

ขุ. ธ. ๒๕/๑๙/๓๑

“อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสติ

ใครทำบาป คนนั้นก็เศร้าหมองเอง”

“อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ

ใครไม่ทำบาป คนนั้นก็บริสุทธิ์”

บาปเป็นเรื่องเฉพาะตัว ไม่ใช่สิ่งติดต่อกันได้ ใครทำบาปคนนั้นก็ได้บาป ใครไม่ทำบาปก็รอดตัวไป พ่อทำบาปก็เรื่องของพ่อ ลูกทำบาปก็เรื่องของลูก คนละคนกัน เปรียบเหมือนพ่อกินข้าวพ่อก็อิ่ม ลูกไม่ได้กินลูกก็หิว หรือลูกกินข้าวลูกก็อิ่ม พ่อไม่ได้กินพ่อก็หิว ไม่ใช่พ่อกินข้าวอยู่ที่บ้าน ลูกอยู่บนยอดเขาแล้วจะอิ่มไปด้วย เพราะเป็นเรื่องเฉพาะตัว  ใครทำใครได้

            ดังนั้นตามความเห็นของพระพุทธศาสนา บาปจึงเกิดที่ตัวคนทำเอง คือเกิดที่ใจของคนทำ  ใครไปทำชั่ว  บาปก็กัดกร่อนใจของคนนั้นให้เสียคุณภาพ เศร้าหมองขุ่นมัวไป  ทำให้เกิดความทุกข์ทรมานไป  ไม่เกี่ยวกับคนอื่น

*************************

วิธีล้างบาป

           ศาสนาที่เชื่อพระเจ้า เชื่อผู้สร้างผู้ศักดิ์สิทธิ์  สอนว่าพระเจ้าทรงไว้ซึ่งสิทธิ์ขาดที่จะยกเลิกบาปให้ใครๆ ได้โดยการไถ่บาป  ขออย่างเดียวให้ผู้นั้นภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าก็แล้วกัน

            แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงรู้แจ้งโลกหาใครเสมอเหมือนมิได้ ตรัสสอนว่า

“สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ

ความบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์  เป็นเรื่องเฉพาะตัว”

“นาญฺโญ  อญฺญํ วิโสธเย

ใครจะไถ่บาป  ทำให้คนอื่นบริสุทธิ์ไม่ได้”

ขุ. ธ. ๒๕/๒๒/๓๗

 

            พระพุทธวจนะทั้งหมดนี้ปฏิเสธทัศนะที่ว่า บาปของคนหนึ่งจะตกทอด ไปยังอีกคนหนึ่งได้  และปฏิเสธลัทธิที่ว่า  บาปที่คนหนึ่งทำแล้วจะมีผู้หนึ่งผู้ใดมาไถ่ถอนให้ได้      

             วิธีแก้บาปในพระพุทธศาสนาก็คือ การหยุดทำบาป  แล้วตั้งใจทำความดีสั่ง-สมบุญให้มากเข้าไว้  ให้บุญกุศลนั้นมาทำให้ผลบาปทุเลาลงไป  การทำบุญอุปมาเสมือนเติมน้ำ ทำบาปอุปมาเสมือนเติมเกลือ เมื่อเราทำบาป บาปนั้นก็ติดตัวเราไป ไม่มีใครไถ่บาปแทนได้ แต่เราจะต้องหมั่นสร้างบุญกุศลให้มาก เพื่อมาทำให้จางบาปมีฤทธิ์น้อยลงหรือให้หมดฤทธิ์ลงไปให้ได้

งดเว้นจากบาปหมายความว่าอย่างไร ?

            งด    หมายถึง  สิ่งใดที่เคยทำแล้วหยุดเสีย เลิกเสีย

            เว้น   หมายถึง  สิ่งใดที่ไม่เคยทำ ก็ไม่ยอมทำเลย

            งดเว้นจากบาป จึงหมายความว่า การกระทำใดก็ตามทั้ง กาย วาจา ใจ ที่เป็นความชั่ว ความร้ายกาจ ทำให้ใจเศร้าหมอง ถ้าเราเคยทำอยู่ก็จะงดเสีย ที่ยังไม่เคยทำก็จะเว้นไม่ยอมทำโดยเด็ดขาด

สิ่งที่ทำแล้วเป็นบาป

            คือ อกุศลกรรมบถ ๑๐ ได้แก่

            ๑.        ฆ่าสัตว์            เช่น ฆ่าคน ยิงนกตกปลา รวมถึงทรมานสัตว์

            ๒.        ลักทรัพย์          เช่น ลักขโมย ปล้น ฉ้อโกง หลอกลวง คอร์รัปชั่น

            ๓.        ประพฤติผิดในกาม  เช่น เป็นชู้ ฉุดคร่า อนาจาร

            ๔.        พูดเท็จ             เช่น พูดโกหก พูดเสริมความ ทำหลักฐานเท็จ

            ๕.        พูดส่อเสียด     เช่น พุดยุยงให้เขาแตกกัน ใส่ร้ายป้ายสี

            ๖.        พูดคำหยาบ     เช่น ด่า ประชด แช่งชักหักกระดูก ว่ากระทบ

            ๗.        พูดเพ้อเจ้อ       เช่น พูดพล่าม พูดเหลวไหล พูดโอ้อวด

            ๘.        คิดโลภมาก     เช่น อยากได้ในทางทุจริต เพ่งเล็งทรัพย์คนอื่น

            ๙.        คิดพยาบาท     เช่น คิดอาฆาต คิดแก้แค้น คิดปองร้าย

            ๑๐.      มีความเห็นผิด   เช่น เห็นว่าบุญบาปไม่มี เห็นว่าพ่อแม่ไม่มีพระคุณ เห็นว่าตายแล้วสูญ  เห็นว่ากฎแห่งกรรมไม่มี

วิธีงดเว้นจากบาปให้สำเร็จ

            คนเราประกอบขึ้นด้วยกายและใจ โดยใจจะเป็นผู้คอยควบคุมกายให้ทำหรือไม่ให้ทำสิ่งต่างๆ ตามที่ใจต้องการ  พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า

      

      “ทุกอย่างมีใจเป็นใหญ่ สำเร็จได้ด้วยใจ ถ้าใครมีใจชั่วเสียแล้ว การพูดการกระทำของเขาก็ย่อมชั่วตามไปด้วย เพราะการพูดชั่วทำชั่วนั้น ความทุกข์ก็ย่อมตามสนองเขา เหมือนวงล้อเกวียนที่หมุนเวียนตามบดขยี้รอยเท้าโคที่ลากมันไป

            แต่ถ้ามีใจบริสุทธิ์ การพูด การกระทำ ก็ย่อมบริสุทธิ์ตามไปด้วย เพราะการพูด การกระทำ ที่บริสุทธิ์ดีงามนั้น ความสุขก็ย่อมตามสนองเขาเหมือนเงาที่ไม่พรากไปจากร่างฉะนั้น”

ขุ. ธ. ๒๕/๑๑/๑๕

 

            ดังนั้นผู้ที่ปรารถนาหาความสุขความก้าวหน้าทั้งหลาย จึงต้องฝึกใจตนเองให้งดเว้นบาป  ซึ่งทำได้โดย ต้องฝึกให้ใจมีหิริโอตตัปปะเสียก่อน

หิริโอตตัปปะ คือ อะไร ?

            หิริ คือความละอายบาป ถึงไม่มีใครรู้แต่นึกแล้วกินแหนงแคลงใจ ไม่สบายใจ เป็นความรู้สึกรังเกียจ ไม่อยากทำบาป เห็นบาปเป็นของสกปรก จะทำให้ใจของเราเศร้าหมอง จึงไม่ยอมทำบาป

            โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวผลของปาก เป็นความรู้สึกกลัว กลัวว่าเมื่อทำไปแล้ว  บาปจะส่งผลเป็นความทุกข์ทรมานแก่เรา  จึงไม่ยอมทำบาป

            สมมุติว่าเราเห็นเหล็กชิ้นหนึ่งเปื้อนอุจจาระอยู่เราไม่อยากจับต้องรังเกียจว่าอุจจาระจะมาเปื้อนมือเรา  ความรู้สึกนี้เปรียบได้กับ หิริ  คือความละอายต่อบาป

            สมมุติว่าเราเห็นเหล็กท่อนหนึ่งเผาไฟอยู่จนร้อนแดง เรามีความรู้สึกกลัวไม่กล้าจับต้อง เพราะเกรงว่าความร้อนจะลวกเผาไหม้มือเรา ความรู้สึกนี้เปรียบได้กับโอตตัปปะ  คือความเกรงกลัวต่อผลของบาป

       

     “สัตบุรุษ ผู้สงบระงับ ประกอบด้วยหิริโอตตัปปะ ตั้งมั่นอยู่ในธรรมขาว ท่านเรียกว่า ผู้มีธรรมของเทวดาในโลก”

ขุ. ชา. เอก. ๒๗/๖/๓

เหตุที่ทำให้เกิดหิริ

            ๑. คำนึงถึงความเป็นคน หรือชาติตระกูล “เรานี่มีบุญอุตส่าห์ได้เกิดเป็นคนแล้ว ทำไมจึงจะมาฆ่าสัตว์ ทำไมต้องมาขโมยเขากิน นั่นมันเรื่องของสัตว์เดียรัจฉาน ทำไมต้องมาแย่งผัวแย่งเมียเขา ไม่ใช่หมูหมากาไก่ในฤดูผสมพันธุ์นี่ เรานี่มันชาติคน เป็นมนุษย์สูงกว่าสัตว์ทั้งหลายอยู่แล้ว”พอคำนึงถึงชาติตระกูล หิริก็เกิดขึ้น

            ๒. คำนึงถึงอายุ “โธ่เอ๋ย เราก็แก่ป่านนี้แล้ว จะมานั่งเกี้ยวเด็กสาวๆ คราวลูกคราวหลานอยู่ได้อย่างไร โธ่เอ๋ย เราก็แก่ป่านนี้แล้วจะมาขโมยของเด็กรุ่นลูกรุ่นหลานได้อย่างไร” พอคำนึงถึงวัย หิริก็เกิดขึ้น

            ๓. คำนึงถึงความดีที่เคยทำ “เราก็เคยมีความองอาจกล้าหาญ ทำความดีมาก็มากแล้ว ทำไมจะต้องมาทำความชั่วเสียตอนนี้ล่ะ ไม่เอาละ ไม่ยอมทำความชั่วละ”  พอคำนึงถึงความดีเก่าก่อน  หิริก็เกิดขึ้น

            ๔. คำนึงถึงความเป็นพหูสูต”ดูซิ เราก็มีความรู้ขนาดนี้แล้ว รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว รู้ว่าอะไรควรทำ อะไรไม่ควรทำ รู้สารพัดจะรู้แล้วจะมาทำความชั่วได้อย่างไร”พอคำนึงถึงความเป็นพหูสูต หิริก็เกิดขึ้น

            ๕. คำนึงถึงพระศาสดา  “เราเองก็ลูกพระพุทธเจ้า  พระองค์สู้ทนเหนื่อย ยาก  ตรัสรู้ธรรมแล้วทรงสั่งสอนอบรมพวกเราต่อๆ กันมา  เราจะละเลยคำสอน ของพระองค์ไปทำชั่วได้อย่างไร”  พอคำนึงถึงพระศาสดา หิริก็เกิดขึ้น

            ๖. คำนึงถึงครูอาจารย์ สถานศึกษา “ฮึ เราก็ศิษย์มีครูเหมือนกัน ครู อาจารย์สู้อบรมสั่งสอนมา ชื่อเสียงสถาบันของเราก็โด่งดังเป็นที่ยกย่องสรรเสริญ แล้วเราจะมาทำชั่วได้อย่างไร”พอคำนึงถึงครูอาจารย์ สำนักเรียน หิริก็เกิดขึ้น

เหตุที่ทำให้เกิดโอตตัปปะ

            ๑. กลัวคนอื่นติ “นี่ถ้าเราขืนไปขโมยของเขาเข้า คนอื่นรู้คงเอาไปพูดกันทั่ว ชื่อเสียงที่เราอุตส่าห์สร้างมาอย่างดี คงพังพินาศหมดคราวนี้เอง” เมื่อกลัวว่าคนอื่นเขาจะติเอา โอตตัปปะก็เกิดขึ้น จึงไม่ยอมทำบาป

            ๒. กลัวการลงโทษ “อย่าดีกว่า ขืนไปฆ่าเขาเข้า บาปกรรมตามทัน ตำรวจจับได้ มีหวังติดคุกตลอดชีวิตแน่”เมื่อกลัวว่าบาปจะส่งผลให้ถูกลงโทษ โอตตัปปะก็เกิดขึ้น จึงไม่ยอมทำบาป

            ๓. กลัวการเกิดในทุคติ “ไม่เอาละ ขืนไปขโมยของเขาอีกหน่อยต้องไปเกิดเป็นสัตว์นรก สัตว์เดียรัจฉาน เป็นเปรต เป็นอสุรกาย ไม่ทำดีกว่า” เมื่อกลัวว่าจะต้องไปเกิดในทุคติ  โอตตัปปะก็เกิดขึ้นจึงไม่ยอมทำบาป

             ดังนั้นเราชาวพุทธทั้งหลาย นอกจากจะต้องพยายามงดเว้นบาปเพื่อป้องกันใจของเราไม่ให้ไหลเลื่อนไปทางต่ำแล้ว จะต้องหมั่นยกใจของเราให้สูงอยู่เสมอ ด้วยการขวนขวายสร้างสมบุญกุศลอยู่เป็นนิจ คือการทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา เป็นต้น

อานิสงส์การงดเว้นบาป

            ๑.        ทำให้เป็นคนไม่มีเวร ไม่มีภัย   

            ๒.        ทำให้เกิดมหากุศลตามมา

            ๓.        ทำให้โรคภัยไข้เจ็บไม่เบียดเบียน

            ๔.        ทำให้เป็นผู้ไม่ประมาท

            ๕.        ทำให้เกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนามากยิ่งขึ้น

            ๖.        ทำให้จิตใจผ่องใส  พร้อมที่จะรองรับคุณธรรมขั้นสูงต่อไป

                                                                        ฯลฯ

 

            “บัณฑิตเห็นภัยในนรกทั้งหลายแล้ว พึงงดเว้นบาปทั้งหลายเสีย พึงสมาทานอริยธรรมแล้วงดเว้น  เมื่อความบากบั่นมีอยู่  ชนไม่พึงเบียดเบียนสัตว์ และรู้อยู่ไม่พึงพูดมุสา ไม่พึงหยิบฉวยของที่เขาไม่ให้ พึงเป็นผู้ยินดีด้วยภรรยาของตน พึงงดภรรยาของคนอื่น และไม่พึงดื่มเมรัยสุราอันยังจิตให้หลง”

องฺ ปญฺจก. ๒๒/๑๗๙/๒๓๘

 

หนังสือมงคลชีวิต 38 ประการ ฉบับทางก้าวหน้า

 โดย พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย









วันพุธที่ 9 สิงหาคม พ.ศ. 2566

มงคลที่ 18 ทำงานไม่มีโทษ

                       มงคล ที่ ๑๘  ทำงานไม่มีโทษ

โรงงานที่ดีมีประสิทธิภาพ

ไม่ใช่เพียงเพราะผลิตผลงานได้มากเท่านั้น

แต่จะต้องผลิตผลงานที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ด้วย

เช่นกัน คนเราจะเจริญก้าวหน้า

ทำประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นได้

ไม่ใช่เพียงเพราะทำงานได้มากเท่านั้น

แต่จะต้องเลือกทำเฉพาะงานที่ไม่มีโทษด้วย

**************************************************

งานไม่มีโทษ คือ อะไร ?

            งานไม่มีโทษ หมายถึง งานที่ไม่มีเวรไม่มีภัย ไม่เบียดเบียนใคร แต่เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและผู้อื่น      

                   ความสามารถในการทำงานของคนมีอยู่ ๒ ระดับ คือ ขั้นทำได้ กับ   ขั้นทำดี

            ทำได้  หมายถึง  การทำงานสักแต่ให้เสร็จๆ ไป  จะเกิดประโยชน์หรือ ไม่เพียงใด ไม่ได้คำนึงถึง

            ทำดี หมายถึง การเป็นผู้คิดให้รอบคอบถึงผลได้ผลเสียทุกแง่มุม  แล้วจึงเลือกทำเฉพาะแต่ที่เป็นประโยชน์จริงๆ สิ่งใดที่ไม่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์ ทั้งแก่ตนเองและผู้อื่นเพียงพอก็ไม่ทำสิ่งนั้น  พูดสั้นๆ ก็คือ  ถ้าทำต้องให้ดี  ถ้า ไม่ดีต้องไม่ทำ

**************************************************

วิธีพิจารณางานว่ามีโทษหรือไม่

            ในการพิจารณางานที่ทำว่าเป็นงานมีโทษหรือไม่ ต้องไม่ถือเอาคำติชม ของคนพาลมาเป็นอารมณ์ เพราะคนพาลนั้น เป็นคนมีใจขุ่นมัวเป็นปกติ มีวินิจฉัยเสีย ความคิดความเห็นผิดเพี้ยนไปหมด สิ่งใดที่ถูกก็เห็นเป็นผิด ที่ผิดกลับเห็นเป็นถูก หรือเรื่องที่ดีคนพาลก็เห็นเป็นเรื่องที่ชั่ว แต่เรื่องที่ชั่วกลับเห็นเป็นเรื่องที่ดี  ถือเป็นบรรทัดฐานไม่ได้

            ส่วนบัณฑิตนั้น เป็นคนมีความคิดเห็นถูกต้อง รู้จักผิดชอบชั่วดี รู้จักบาปบุญคุณโทษ ทั้งเป็นคนมีศีลมีสัตย์ คนประเภทนี้ใจกับปากตรงกัน เราจึงควรรับฟังคำติชมของบัณฑิตด้วยความเคารพ

            หลักที่บัณฑิตใช้พิจารณาว่างานมีโทษหรือไม่นั้น  มีอยู่ ๔ ประการ       ด้วยกัน  แบ่งเป็นหลักทางโลก ๒ ประการ  และหลักทางธรรม ๒ ประการ

องค์ประกอบของงานไม่มีโทษ

            งานไม่มีโทษจะต้องมีองค์ประกอบ ๔ ประการ ดังนี้

            ๑. ไม่ผิดกฎหมาย

            ๒. ไม่ผิดประเพณี

            ๓. ไม่ผิดศีล

            ๔. ไม่ผิดธรรม

            ๑. ไม่ผิดกฎหมาย กฎหมายเป็นระเบียบข้อบังคับซึ่งทุกคนต้องปฏิบัติตาม การทำผิดกฎหมายทุกอย่างจัดเป็นงานมีโทษทั้งสิ้น แม้บางอย่างจะไม่ผิดศีลธรรมข้อใดเลย เช่น การปลูกบ้านในเขตเทศบาล ต้องขออนุญาตตามเทศบัญญัติ  ถ้าไม่ขอผิด  การทำอย่างนี้ดูเผินๆ ทางธรรมเหมือนไม่ผิด เพราะ ปลูกในที่ของเราเอง และด้วยเงินทองของเรา แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็นงานมีโทษคือมีตำหนิ และโปรดทราบด้วยว่า เมื่อใครทำงานมีโทษก็ย่อมผิดหลักธรรมอยู่นั่นเอง อย่างน้อยก็ผิดมงคล

            พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงสั่งสอนเป็นหนักหนา ทั้งพระทั้งชาวบ้าน ให้เคารพต่อกฎหมายบ้านเมืองโดยเคร่งครัด ไม่เคยปรากฏในที่ใดเลยว่าพระบรมศาสดาของเราสอนพุทธศาสนิกชนให้แข็งข้อต่อกฎหมาย แม้จะเอาการประพฤติธรรมหรือความเป็นพระเป็นสงฆ์  เป็นข้ออ้าง  แล้วทำการดื้อแพ่ง ก็หาชอบด้วยพุทธประสงค์ไม่

**************************************************

            ๒. ไม่ผิดประเพณี ประเพณีหมายถึง จารีตขนบธรรมเนียมของ มหาชนในถิ่นหนึ่งๆ หรือสังคมหนึ่ง  ซึ่งแตกต่างกันมากบ้างน้อยบ้าง  แต่เมื่อคนทั้งหลายเขาถือกันเป็นส่วนมากและนิยมว่าดี ก็กลายเป็นกฎของสังคม ใครทำผิดประเพณีถือว่าผิดต่อมหาชน เช่น ประเพณีแต่งงาน ประเพณีต้อนรับแขก ประเพณีรับประทานอาหาร ประเพณีทำความเคารพผู้ใหญ่ ฯลฯ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละท้องที่  จึงต้องศึกษาให้ดี

            เราชาวพุทธเมื่อจะเข้าไปสู่ชุมชนใด ก็ต้องถามไถ่ดูก่อนว่าเขามีประเพณีอย่างไรบ้าง อะไรที่พอจะโอนอ่อนผ่อนตามได้ก็ทำตามเขา แต่ถ้าเห็นว่า ทำไปแล้วจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวเรา เสียหายแก่ภูมิธรรม และศักดิ์ศรีของชาวพุทธ ก็ควรงดเสียอย่าเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ประเพณีไม่ให้เกียรติแก่ผู้สูงอายุ ดูถูกผู้หญิง ของคนบางเหล่า ประเพณีถือฤกษ์ยามจนแทบไม่มีโอกาสทำมาหากิน ประเพณีห้ามถ่ายอุจจาระปัสสาวะซ้ำที่ของชาวอินเดียบางกลุ่ม จน กระทั่งไม่สามารถทำส้วมใช้ได้

**************************************************

            ๓.ไม่ผิดศีล ศีลเป็นพื้นฐานของการทำความดีทุกอย่าง แม้ในไตรสิกขา ซึ่งถือเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาก็กล่าวไว้ว่า

               ศีล                เป็นพื้นฐานของสมาธิ

               สมาธิ           ทำให้เกิดปัญญา

               ปัญญา         เป็นเครื่องบรรลุนิพพาน

            ดังนั้นผู้ที่คิดจะสร้างความดีโดยไม่นำพาในการรักษาศีลเลย จึงเป็น การคิดสร้างวิมานในอากาศ

            เราชาวพุทธทั้งหลายควรพิจารณาทุกครั้งก่อนทำงาน งานที่เราจะทำนั้นขัดต่อศีล ๕ หรือไม่  ถ้าผิดศีลก็ไม่ควร  ให้งดเว้นจากการล่วงละเมิดศีล และงดเว้นจากการสนับสนุนผู้อ้างตัวว่าเป็นผู้วิเศษ  แต่ไม่มีศีลด้วยเช่นกัน

**************************************************

             ๔.ไม่ผิดธรรม ธรรมคือความถูกความดี ในการปฏิบัติงานทุกครั้ง ต้องคำนึงถึงข้อธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ให้ถี่ถ้วน เพราะ

            งานบางอย่างแม้จะไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดประเพณี และไม่ผิดศีล แต่อาจผิดหลักธรรมได้ ดังเช่น

            การผูกโกรธคิดพยาบาท            ผิดหลักกุศลกรรมบถ

            การเกียจคร้าน                           ผิดหลักอิทธิบาท

            การเป็นนักเลงการพนัน เจ้าชู้      ผิดหลักการละอบายมุข

            ดังนั้นเมื่อเราทำงาน ไม่ว่าจะเป็นงานทางกาย ทางวาจา หรือทางใจก็ตาม เราต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ประเพณี ศีล และธรรม จึงจะได้    ชื่อว่าเป็นคนทำงานไม่มีโทษ

            ทางพระพุทธศาสนาสอนเรื่องการทำงานไว้ว่า “นิสฺสมฺมกรณํ เสยฺ-โย” คือ “ใคร่ครวญดูก่อน แล้วจึงลงมือทำดีกว่า

“ นักทำงานสมัยนี้ก็มีคติว่า  “อย่าดมก่อนเห็น อย่าเซ็นก่อนอ่าน”  ซึ่งก็เป็นการปฏิบัติตามหลักธรรมนั่นเอง

**************************************************

ประเภทของงานไม่มีโทษ

            งานที่เราทำนั้นแบ่งได้เป็น ๒ ประการ คือ

            ๑.   งานที่ทำเพื่อประโยชน์ตนเอง

            ๒.   งานที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

            ผู้ที่ทำงานไม่มีโทษก็หมายถึง  ผู้ที่ทำงานทั้ง ๒ ประการนี้อย่างถูกต้อง และสมบูรณ์ตามองค์ประกอบทั้ง ๔ ประการ  ดังได้กล่าวมาแล้ว

 

งานที่ทำเพื่อประโยชน์ตนเอง

            คือการทำมาหาเลี้ยงชีพต่างๆ เช่น  ทำนา  ทำสวน  ค้าขาย  เป็นครู เป็นช่างไม้ ช่างยนต์ ฯลฯ ซึ่งในเรื่องการประกอบอาชีพนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสว่า อาชีพต้องห้ามต่อไปนี้ พุทธศาสนิกชนไม่ควรทำ ได้แก่

            ๑. การค้าอาวุธ

            ๒. การค้ามนุษย์

            ๓. การค้ายาพิษ

            ๔. การค้ายาเสพย์ติด

            ๕. การค้าสัตว์เพื่อนำไปฆ่า

            ใครก็ตามที่ประกอบอาชีพ ๕ ประการข้างต้นนี้  ได้ชื่อว่าทำงานมีโทษ และก่อให้เกิดโทษแก่ตนเองมากมายสุดประมาณ แม้จะร่ำรวยเร็วก็ไม่คุ้มกับบาปกรรมที่ก่อไว้

**************************************************

งานที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม

            คือการทำงานสังคมสงเคราะห์ช่วยเหลือคนข้างเคียง และช่วยเหลืองานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมส่วนรวม เช่น สร้างสะพาน ทำถนน สร้างศาลา  ที่พักอาศัยข้างทาง ฯลฯ

 **************************************************

ข้อเตือนใจนักทำงานเพื่อส่วนรวม

            ในการทำงาน ให้ทำเต็มที่ตามกำลัง แต่อย่าทำจนล้นมือ และก่อนจะทำงานเพื่อส่วนรวมนั้น เราจะต้องฝึกฝนตัวเราเองให้ดีก่อน ฝึกแก้นิสัยที่ไม่ดีๆ ในตัวด้วยการประพฤติธรรมดังมงคลที่ ๑๖  เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบกระทั่งกับ ผู้อื่นเวลาทำงาน  และเพื่อให้สามารถควบคุมการทำงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย ว่าเพื่อสังคมจริงๆ ไม่ใช่เพื่อชื่อเสียง เพื่อความมีหน้ามีตาของเราเอง และให้รับรู้ว่าการทำงานเพื่อส่วนรวมนั้น แท้จริงผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดก็คือ ตัวเราเอง คือได้ทั้งบุญกุศลและอุปนิสัยที่ดีติดตัวไปเบื้องหน้า และเป็นการสร้าง สิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่ตัวเองอีกด้วย  ส่วนประโยชน์ที่ผู้อื่นจะได้รับถือเป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น ถ้าคิดได้อย่างนี้จะทำให้ใจสบาย มีกำลังใจในการทำงาน และไม่คิดทวงบุญทวงคุณเอากับใคร

            นอกจากนั้น  ผู้ที่จะทำงานเพื่อส่วนรวมจะต้องหัดรักษาศีล ๘  รักษาอุโบสถศีล เพื่อเป็นการฝึกควบคุมอารมณ์ให้ดี เพราะการทำงานเพื่อส่วนรวมนั้น จะต้องคลุกคลีกับคนจำนวนมาก มีโอกาสที่จะกระทบกระทั่งเกินเลยกันได้ง่าย ทำให้เดือดร้อนในภายหลัง  ทั้งๆ ที่ทำด้วยความหวังดี  ตนเองก็มีกรรมติดตัวไป และก่อนที่จะทำงานเพื่อสังคม ให้ปรับปรุงสภาพในครอบครัวของตนให้ดี ต้องมีเวลาให้ลูกให้ครอบครัวให้พอ ครอบครัวจะได้มั่นคงเป็นสุข ส่งผลให้เราทำงานได้เต็มที่  โดยไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง

 

**************************************************

          

ตัวอย่างการทำงานไม่มีโทษ

            ๑.การรักษาอุโบสถศีล

            ๒.การทำงานช่วยเหลือกันในทางที่ชอบ

            ๓.การสร้างสถานที่ปฏิบัติธรรม เช่น วัด เจดีย์ ฯลฯ

            ๔.การปลูกต้นไม้เพื่อให้ร่มเงาแก่คนเดินทาง

            ๕.การสร้างสะพาน  เพื่อให้คนสัญจรไปมาได้สะดวก

            ๖.การสร้างประปา สร้างแหล่งน้ำ  เพื่อให้ประชาชนได้ใช้น้ำสะดวก

            ๗.การตั้งน้ำดื่มน้ำใช้ไว้  เพื่อให้คนได้ใช้สะดวกสบาย

            ๘.การให้ที่อยู่อาศัยแก่บุคคล

            ๙.การตั้งอยู่ในบุญกุศล หรือตั้งอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ

            ๑๐.การถึงพร้อมด้วยศีลและการเจริญสมาธิภาวนา

                                                               ฯลฯ

 **************************************************

อานิสงส์การทำงานไม่มีโทษ

            คนทำงานมีโทษนั้น ได้กับเสียเป็นเงาตามตัว ยิ่งได้งานมากก็ทุกข์ใจมาก เข้าทำนอง “อิ่มท้องแต่พร่องทางใจ” ยิ่งรวยได้ทรัพย์มากเท่าไรโอกาสที่จะเสียคนก็มากเท่านั้น ยิ่งทำก็ยิ่งทุกข์ คุณความดีในตัวลดลงทุกที ส่วนคนที่ ทำงานไม่มีโทษนั้น จะก้าวหน้าไปสู่ความสุขแท้และความเจริญแท้ ถึงแม้จะ   ไม่รวยทรัพย์ แต่ก็รวยความดี

            คนทำงานไม่มีโทษนั้นจะหลับก็เป็นสุข จะตื่นก็เป็นสุข ไม่อายใคร ไม่ต้องหวาดระแวงใคร เพราะงานที่ทำเป็นประโยชน์แก่โลกล้วนๆ ไม่มีโทษเข้าไปเจือปนเลย ชื่อว่าได้ทดแทนบุญคุณของโลกที่อาศัยเกิดมา เมื่อทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะได้สันติสุขเป็นเครื่องตอบแทนไปชั่วกาลนาน

 

“ยศย่อมเจริญแก่ผู้มีความหมั่น

มีสติ มีการงานสะอาด ใคร่ครวญก่อนแล้วจึงทำ

สำรวมแล้ว เป็นอยู่โดยธรรม ไม่ประมาท”


 

หนังสือมงคลชีวิต 38 ประการ ฉบับทางก้าวหน้า

 โดย พระมหาสมชาย ฐานวุฑโฒ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย